Online marketing

งานการขายสินค้าออนไลน์ / ร้านค้าออนไลน์ : Online Marketing

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ขายของออนไลน์

การตลาดบนอินเทอร์เน็ต (Internet marketing) หรืออาจใช้ว่า i-marketing, web-marketing, Digital Marketing, การตลาดออนไลน์ (online-marketing) หรือ การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketing) หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
2. เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
3. เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้อง การของตนเอง
4. มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
5. เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business Hours)
6. สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick Response)
7. มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and Efficiency)
8. มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (Relate to Traditional Marketing)
9. มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)
E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design) , การพัฒนา (Development) , การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็นต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing [1], E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน

ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดย ใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

หลักการขายออนไลน์
ความหมายและความเป็นมาของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ( ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์. 2542 )
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขาย หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ( WTO.1998 )
ความหมายของการขายออนไลน์
1. ความหมายของการซื้อขายสินค้าออนไลน์
ให้ความหมายการซื้อขายออนไลน์ หมายถึง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ( E-Commerce ) เป็นการทำธุรกรรมการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยทั้งสองฝ่ายไม่ต้องพบกัน แต่ใช้การติดต่อขายทางอินเทอร์เน็ตก็สามารถซื้อขายสินค้าได้ทุกรูปแบบ

2. ความหมายของการขายออนไลน์
ให้ความหมายของการขายออนไลน์ หมายถึง การนำสินค้าไปประกาศขายตามเว็บไซต์ที่เป็นทำเล หรือ Marketplace ที่ผู้ซื้อกับผู้ขายออนไลน์พบกัน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ในประเทศไทย เช่น Trade.com และ weloveshopping.com หรือในต่างประเทศ เช่น amazon.com และ ebaly.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำเร็จรูปที่สามารถประกาศขายได้ทันทีมีบุคคลเข้ามาดูสินค้าหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

3. ความหมายของการเปิดร้านค้าออนไลน์
ให้ความหมายการเปิดร้านค้าออนไลน์ หมายถึง การสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อนำสินค้าของตนเองมาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งร้านค้าออนไลน์จะเหมือนกับร้านค้าทั่วไปที่นำสินค้ามาวางขายแต่มีความแตกต่างกันตรงที่ทำการซื้อขายทุกขั้นตอนผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น สามารถซื้อขายได้ทุกที่ทุกเวลาไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของโลก เพียงเข้าอินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้าซื้อสินค้าได้ง่ายมีปัญหาในเรื่องการทำเลที่ตั้งของร้านค้า

ความสำคัญของการขายออนไลน์

การซื้อขายออนไลน์ : สามารถซื้อขายได้ทุกที่ สร้างความสดวกสบายให้ผู้ซื้อและผู้ขาย
เทคโนโลยี : ก็ถือยังเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจ E-Commerce เติบโตไปได้อย่างรวดเร็วมาก
เป็นช่องทางใหม่สำหรับผู้ประกอบการ : ซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยสร้างโอกาสในการขยายช่องทางการค้าขายให้ผู้ประกอบการได้มากยิ่งขึ้น
เป็นวิธีที่ดีในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก : เพราะปัจจุบันสังคมออนไลน์ถือเป็นสื่อหลักที่ช่วยในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ได้อย่างดีเยี่ยม
ลักษณะของการขายออนไลน์
1. ใช้ต้นทุนต่ำกว่าการเปิดร้านจริง
2. กลุ่มลูกค้ามีจำนวนมาก
3. เปิดร้านค้าได้ทุกวัน
4. เพิ่มช่องทางในการขายสินค้า
5. ใช้เวลาไม่มากทำเป็นอาชีพเสริมได้

องค์ประกอบของการขายออนไลน์

องค์ประกอบต่างๆ ของการขายออนไลน์ หรือแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งสำคัญผู้ประกอบการซึ่งมีหน้าร้านบนโลกไซเบอร์จะต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างดี เพื่อจะได้จัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างได้เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
ดังนั้น การมีเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายสินค้าจึงไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จทางธุรกิจ เพราะยังมีองค์ประกอบที่เป็นตัวแปรสำคัญ คือ ” การตลาด ” แต่เดิมนั้น หลายท่านอาจจะรู้จักส่วนผสมทางการตลาดเพียง 4 P’s คือ Product Price Place Promotion แต่ปัจจุบันท่านต้องรู้จักกับอีก 2’P ใหม่คือ Personalization และ Privacy เพื่อให้เกิดแนวคิดประยุกต์ใช้องค์ประกอบการตลาดดั้งเดิมบวกกับความสามารถพิเศษของเทคโนโลยี ทำให้เกิดองค์ประกอบการตลาดแบบใหม่ได้ดังนี้

ผลิตภัณฑ์ ( Product )
ราคา ( Price )
ช่องทางการจัดจำหน่าย ( Place )
การส่งเสริมการจำหน่าย ( Promotion )
การให้บริการแบบเจาะจง ( Personalization )
การรักษาความเป็นส่วนตัว ( Privacy )
ขอบเขตของธุรกิจการขายออนไลน์
ทำการขายออนไลน์หรืออี-คอมเมิร์ชแบบง่าย
ทำการขายออนไลน์หรืออี-คอมเมิร์ชแบบที่มีขาดใหญ่

ข้อควรคำนึงในการทำธุรกิจ
ความไม่ปลอดภัยในข้อมูล
ความสะดวก
ความไว้วางใจ
ความรู้เรื่องกฎหมาย
การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

ทุกวันนี้การขายสินคนบนโลกออนไลน์เป็นที่นิยมกันอย่างมากโดยเฉพาะบน facebook ,Instagram และ line ซึ่งจากสถิติต่างๆก็จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ขายสินค้าบนโลกออนไลน์มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะมีวิธีอย่างไรที่จะทำให้ประชากรบนโลกออนไลน์หันมาเลือกซื้อสินค้าของเรา และมีเทคนิคสำคัญๆอย่างไรบ้าง

การเริ่มต้นขายสินค้าบน facebook อันดับแรกให้คิดก่อนว่าจะขายอะไร โดยสินค้าที่เหมาะกับการขายบน facebook มากที่สุดคือสินค้าผู้หญิง เพราะผู้หญิงมีแนวโน้มการซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่าผู้ชาย และผู้ชายมักจะชอบเลือกและสัมผัสสินค้าของจริงมากกว่า และการขายสินค้าบน facebook หากคิดที่จะทำเป็นธุรกิจจริงจังไม่ควรใช้ facebook ส่วนตัวในการขาย แตให้เริ่มต้นเปิดหน้าfanpage บน facebook โดยเทคนิคการตั้งชื่อ fanpage ให้คนอื่นๆ สามารถค้นหาเจอได้นั้นมี 2 แบบ

เทคนิคการตั้งชื่อเพจร้านค้าบน Facebook
1. หากมีชื่อแบรนด์สินค้า ให้ตั้งชื่อแบรนด์ แล้วตามด้วยคำที่สามารถค้นหาได้ง่ายบน google เช่น AA ครีมหน้าใส
2. หากไม่มีชื่อแบรนด์ ให้ตั้งชื่อที่สามารถค้นหาบน google ได้ง่ายๆ เช่น ครีมหน้าใส
ส่วนวิธีว่าจะประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก fanpage นั้นมี 2 วิธี วิธีแรกไม่ต้องเสียเงินในการประชาสัมพันธ์ แต่อาจจะยากสักหน่อย คือการไปสร้างตัวตนตามเว็บไซต์ เว็บบอร์ด หรือบล็อกต่างๆ ให้มีคนรู้จัก ส่วนวิธีที่ง่ายกว่าแต่ต้องเสียเงินก็คือ การซื้อโฆษณากับทาง facebook ซึ่งคุณวิทยาแนะนำว่า ผู้ที่คิดจะทำธุรกิจบน facebook ควรจะมีทุนสำรองสำหรับการโฆษณา เพราะจะทำให้คนอื่นๆเห็นหน้าเพจของเราได้ง่าย
การโพสต์ข้อความขายสินค้าบน facebook ไม่ควรมีความยาวเกิน 5 บรรทัด เพราะจะทำให้คนอื่นๆไม่สนใจอ่าน โดยในข้อความควรประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ ชื่อสินค้า , รหัสสินค้า, ราคาสินค้า และเบอร์ที่สามารถติดต่อกลับได้ ซึ่งราคามีความสำคัญเพราะจะเป็นตัวกรองลูกค้า ว่าเขามีความสนใจจะซื้อสินค้าหรือไม่ หากราคาอยู่ในระดับที่สามารถจะซื้อได้ ก็จะทำให้ลูกคนสนใจเข้ามาคุย และซื้อสินค้าในที่สุด

นอกจากนี้การใส่รูปภาพสินค้าก็มีส่วนสำคัญอย่างมากกับการเลือกซื้อของลูกค้า โดยควรเป็นรูปภาพใหม่ที่ถ่ายเอง ไม่ไปคัดลอดจากที่ไหน ควรอยู่ในลักษณะแนวนอน 4:3 โดยช่วงเวลาที่เหมาะแก่การโพสต์ขายสินค้าคือช่วงกลางวันที่ลูกค้าสามารถโอนเงินซื้อสินค้าได้ง่ายๆ หากโพสต์ในช่วงดึก การตัดสินใจซื้อจะยากขึ้น และลูกค้าจะไม่ซื้อสินค้าในทันที

กระบวนการขายและรูปแบบการขายออนไลน์

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเปิดร้านค้าออนไลน์

ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าผ่านหน้าร้านออนไลน์ในประเทศไทย คนส่วนใหญ่ในประเทศให้การยอมรับเปิดกว้างมากขึ้น เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง หรือโลกออนไลน์ได้อย่างทั่วถึงเกือบทั้งประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการหันมาหาช่องทางการค้าขายสินค้าเพิ่มมากขึ้นโดยการเปิดร้านค้าออนไลน์ แต่ปัญหาก็คือร้านค้าหรือผู้สนใจไม่มีความรู้เกี่ยวกับร้านค้าออนไลน์ ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร จะต้องติดต่อใครบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไร เปิดร้านแล้วจะขายได้หรือไม่ ดังนั้นการขายออนไลน์จึงเตรียมสิ่งต่อไปนี้

1. สินค้า
อันดับแรกก่อนที่จะเปิดร้านค้า สิ่งที่จำเป็นที่สุดของจุดมุ่งหมายนี้คือ การขายสินค้า เพราะฉะนั้นสินค้าจึงเป็นหัวใจสำคัญในการทำรายได้ทั้งหมด
2. ข้อมูลร้านและข้อมูลสินค้า
ในเมื่อมีสินค้าที่ต้องการนำมาขายผ่านระบบออนไลน์แล้วสิ่งที่ต้องจัดเตรียมต่อมา คือ ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของสินค้าที่จะขายนอกจากข้อมูลของสินค้าตัวเองควรจัดเตรียมข้อมูลติดต่อกับทางลูกค้าของทางร้านลงไปด้วย
3. รูปภาพประกอบ
มีข้อมูลแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ทำการขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตได้แก่ รูปภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ผู้ซื้อทางอินเทอร์เน็ตจะซื้อไม่ซื้อ ขึ้นอยู่กับรูปภาพยิ่งมีรูปมากก็จะเป็นการดี

การเริ่มต้นทำธุรกิจขายออนไลน์

ศึกษาสินค้าที่จะขาย
ศึกษาทำความเข้าใจกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
เลือกระบบร้านค้าออนไลน์
จัดแต่งหน้าร้านค้าออนไลน์
จัดหมวดหมู่สินค้า
ทำการส่งเสริมการตลาดร้านค้าออนไลน์

วิธีการขายสินค้าออนไลน์
การขายออนไลน์แบบมีสินค้าสำหรับส่งทันที
1.1 ข้อดีของการขายออนไลน์แบบมีสินค้าสำหรับส่งทันที คือ
สามารถนำสินค้ามาถ่ายรูปได้ทุกมุมของสินค้า
ลูกค้าตัดสินใตซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
สามารถแจ้งสภาพของสินค้าให้ลูกค้าทราบได้ว่ามีตำหนิตรงไหน
1.2 ข้อเสียของการขายออนไลน์แบบมีสินค้าสำหรับส่งทันที คือ
ผู้ขายออนไลน์ต้องลงทุนซื้อสินค้าต่างๆ มาเก็บไว้เพื่อรอคำสั่งซื้อ
หากสินค้าที่ซื้อมาเพื่อขอคำสั่งซื้อขายไม่หมดจะทำให้ทุนจม
รูปแบบของการขายออนไลน์

รูปแบบการขายออนไลน์ แบ่งได้ 3 ลักษณะ ตามความสัมพันธ์กับคู่ค้า ตามรูปแบบการค้าและแบบ M-commerce คือ การดำเนินกิจกรรมผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีรายละเอียดดังนี้

1. แบ่งตามลักษณะความสัมพันธ์กับลูกค้า   รูปแบบการขายออนไลน์แบ่งตามลักษณะความสัมพันธ์กับคู่ค้า มี 6 รูปแบบดังนี้

ธุรกิจกับธุรกิจ
ธุรกิจกับผู้บริโภค
ธุรกิจกับรัฐบาล
ผู้บริโภคกับผู้บริโภค
ผู้บริโภคกับรัฐบาล
รัฐบาลกับรัฐบาล

2. แบ่งตามรูปแบบการค้า   รูปแบบการขายออนไลน์แบ่งตามลักษณะรูปแบบการค้าสามารถแบ่งได้ 5 รูปแบบดังนี้

รูปแบบการขายสินค้าออนไลน์
ร้านค้าปลีก
การประมูลสินค้า
ประกาศซื้อขายสินค้า
ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์

3. การทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ( M-Commerce )

M-Commerce คือ กาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หรือการเงินโดยผ่านเครือข่ายโทรสัพท์เคลื่อนที่ หรือการค้าขายตามระบบแนวความคิดของระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ อี-คอมเมิร์ช ที่ใช้อุปกร์พกพาไร้สายเป็นเครื่องมือในการสั่งซื้อ

ประโยชน์ของการขายออนไลน์

ช่วยให้ขายสินค้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องเฝ้าหน้าร้านตลอดเวลา วันไหนไม่อยู่ร้านก็สามารถเปิดร้านออนไลน์ได้ปกติ
ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างร้านค้าหลายๆ ร้าน เพียงมีร้านค้าออนไลน์ร้านเดียว ก็สามารถขายสินค้าได้ทุกที่ ทั่วประเทศและทั่วโลกอีกด้วย
ทำให้สามารถเปิดร้านขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าร้านตลอดเวลา
ช่วยให้ขายของได้ทุกพื้นที่ ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ใดในประเทศ หรือในโลก เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต
ช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาในการเดินทางมาซื้อสินค้า หมดกังวลาเกี่ยวกับปัญหารถติดและสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ที่บ้าน

 

ตลาดเป้าหมายและแนวโน้มการขายออนไลน์
ความหมายและการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

1. ความหมายของการตลาดเป้าหมาย
ตลาดเป้าหมาย คือ กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มคนที่คุณต้องการจะสื่อสารหรือขายสินค้ากับพวกเขา กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาอาจจจะเป็นผู้ที่ซื้อสินค้าหรือเป็นลูกค้าในปัจจุบันของคุณอยู่แล้ว
กลุ่มเป้าหมาย จะมีลักษณะร่วมบางอย่างที่คล้ายคลึงกันในด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านก็ได้เช่น มีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายกัน อยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือมีพฤติกรรมบางอย่างในทำนองเดียวกัน เป็นต้น

2. การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
วัตถุประสงค์ของการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ การคัดเลือกรายชื่อหรือกลุ่มคนที่มีความต้องการในสินค้าหรือบริการของกิจการ
กลุ่มเป้าหมายหนึ่ง ๆ จะมีลักษณะความสนใจ ความปราถนา และพฤติกรรมที่แตกต่างจากตลาดผู้บริโภคทั่วไป
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายจะเกี่ยวข้องกับการกำหนดว่า ใครซื้ออะไร ที่ไหน เหล่านี้อย่างไร และทำไม ข้อมูล คำตอบ เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นในการตลาด เพื่อการบริหารทรัพยากรองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพหรือให้ผลคุ้มค่ามากที่สุด

ข้อมูลลูกค้าเป้าหมาย

1. ลักษณะของข้อมูลลูกค้า
ลักษณะของข้อมูลลูกค้า ( Customer Profile )
ประกอบด้วย คุณลักษณะ/ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ พื้นที่/ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ และข้อมูลเชิงจิตวิทยา ซึ่งทั้ง 3 ประเภทคือข้อมูลที่บอกถึงตลาดเป้าหมายหรือกลุ่มเป้าหมายหนึ่งๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร
ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์
พื้นที่/ข้อมูลเชิงภูมศาสตร์
ข้อมูลเชิงจิตวิทยา

2. การกำหนดลักษณะเฉพาะของกลุ่มเป้าหมาย
การกำหนดลักษณะของกลุ่มเป้าหมายได้เจาะจงมากเพียงใด โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะตอบสนองต่อแคมเปญการตลาดทางตรงของกิจการก็จะมากขึ้นเท่านั้น
การกำหนดลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย สามารถทำได้โดยการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้น มากำหนดเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น
มีบ้านหรือที่พักอาศัยเป็นของตนเอง
สมรสแล้ว
จำนวนบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

3. แหล่งที่มาของรายชื่อประเภทต่างๆ
นักการตลาดทางตรงได้แบ่งรายชื่อกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มต่างๆ ตามแหล่งที่มาของรายชื่อ เพื่อประโยชน์ในการใช้งานเป็นหลัก ทั้งี้ การแบ่งรายชื่อบางประเภท จะมีความคล้ายคลึงกันในบางกลุ่ม ดังนี้
รายชื่อภายใน
รายชื่อสมาชิก
รายชื่ออีเมล
รายชื่ออื่นๆ

วัตถุประสงค์ของการกำหนดเป้าหมายทางการตลาด

เพื่อเพิ่มยอดขาย
เพื่อการสร้างประชาสัมพันธ์
เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ถาวรกับลูกค้าเป้าหมาย
เพื่อรักษาลูกค้าเดิมและเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่

แนวโน้มการขายออนไลน์ในประเทศไทย

ปัจจุบันการขายออนไลน์ในประเทศไทย กำลังจะเริ่มต้นและบุคคลทั่วไปให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก โดยจะเห็นว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาทำให้วงการอีคิมเมิร์ชของประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยลูกค้าซื้อของออนไลน์ได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนั้น มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มการขายออนไลน์ของประเทศไทยมีดังนี้

ระบบชำระเงินออนไลน์ที่สะดวก
เว็บไซต์สามารถสร้างได้ง่าย
สินค้าขายออนไลน์มีการส่งเสริมการขายโดยวิธีการลดราคา
รูปแบบร่วมกันซื้อแล้วลด การค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ช
การเข้าสู่โลกออนไลน์ของห้างออฟไลน์

         การค้าบนโลกออนไลน์ของไทยขณะนี้เติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะปี 2555 ซึ่งถือเป็นปีที่เปลี่ยนแปลงมากทีเดียว เป็นปีที่ระบบพื้นฐานสนับสนุนการค้าออนไลน์พัฒนาเพิ่มขึ้น ได้แก่ การขนส่งสินค้าที่หลากหลาย ระบบชำระเงินที่หลากหลาย พฤติกรรมคนไทยที่เริ่มจับจ่ายซื้อของออนไลน์เพิ่ม ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซที่เริ่มมีมากขึ้นจากปีก่อนๆ   ผมมองว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่หากลองมาดูว่าอะไร คือ แนวโน้ม หรือเทรนด์อีคอมเมิร์ซไทยในปี 2556 จากประสบการณ์ และมุมมองผมเอง จะสร้างความได้เปรียบให้คุณมากเลยทีเดียว หากนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของคุณได้ก่อนคนอื่น
1. พฤติกรรมคนไทยจะซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น (Online Shopping Behavior Shift)
ปี 2555 มีคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 25 ล้านคน และตอนนี้ มีสินค้าผู้ประกอบการไทยที่ขายในโลกออนไลน์มากกว่า 10 ล้านรายการแล้ว มีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การค้นหาซื้อสินค้าทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย และสะดวกสำหรับทุกคนในประเทศ
สิ่งที่เห็นชัดจากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พบว่า คนไทยซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 47.8% เป็น 57.2% และตัวเลขการเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการออนไลน์ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน ทำให้เห็นชัดว่า พฤติกรรมคนไทย เริ่มค้นหาสินค้า และจับจ่ายผ่านทางออนไลน์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งการรวมกันของกลุ่มประเทศอาเซียน (เออีซี) จะยิ่งทำให้โอกาสค้าขายทางออนไลน์เปิดกว้างมากขึ้น และขยายโอกาสเข้าสู่คนมากกว่า 600 ล้านคน ช่องทางออนไลน์ คือ ช่องทางเดียว ประหยัดค่าใช้จ่ายแต่มีศักยภาพเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจทางตรงทันที
คำแนะนำ : หากธุรกิจคุณยังไม่มีเว็บขายสินค้า คงได้เวลาเตรียมอย่างเป็นกิจจะแล้ว เพื่อรองรับความต้องการ รวมถึงการมีหลายภาษาอย่างภาษาอังกฤษเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาซื้อสินค้าคุณได้
2. จากแคตตาล็อกออนไลน์สู่ร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ (E-Catalog move to E-Tailor)
ปัจจุบันเว็บจำนวนมากของหลายธุรกิจในไทย ยังเป็นเว็บให้ข้อมูลบริษัท (Corporate Web Site) หรือเป็นแค่แคตตาล็อกสินค้า (Catalogue Web Site) ที่สั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ทันทีไม่ได้ ต้องโทรหรือติดต่อไปผ่านทางช่องทางอื่นแทน ซึ่งจะทำให้สูญเสียโอกาสการขายสินค้าไป
ในโลกออนไลน์หากคุณปล่อยให้ลูกค้าต้องโทรติดต่อ หรือติดตามคุณ นั่นหมายถึงโอกาสที่คุณจะสูญเสียลูกค้าเหล่านั้น สูงมากกว่า 50% แต่หากธุรกิจคุณมีระบบการค้าออนไลน์ที่ เปิดโอกาสให้ลูกค้าคลิกสั่งซื้อสินค้าของธุรกิจของคุณได้ทันที นั่นหมายถึงคุณจะสามารถปิดการขายลูกค้าได้ทันทีเป็นช่องทาง ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วประเทศและทั่วโลก ไม่ต้องมีคนมานั่งเฝ้าตลอดเวลา
ดังนั้นปี 2556 จะเป็นปีที่หลายๆ ธุรกิจไทย เริ่มเห็นถึงศักยภาพการค้าออนไลน์มากขึ้น เพราะมีหลายคนเริ่มประสบความสำเร็จและเพิ่มยอดขายได้มากมาย ผ่านช่องทางนี้ ทำให้หลายธุรกิจจะเริ่มเปลี่ยนจากเว็บไซต์รูปแบบเดิมๆ เข้าสู่เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ (E-Tailor) เต็มรูปแบบมากขึ้น
คำแนะนำ : สร้างเว็บไซต์ของคุณให้รองรับการซื้อสินค้าออนไลน์ทันที นึกไม่ออกลองไปใช้บริการฟรี ของ TARAD.com ได้
3.สินค้าอุปโภคบริโภคจะเริ่มเข้าสู่โลกการค้าออนไลน์มากขึ้น (FMCG Goods Go Online)
จากเดิมที่สินค้าอุปโภคบริโภค จะเน้นการตลาดในการสื่อสารสร้างแบรนด์ และโปรโมชั่นแล้วดึงคนไปซื้อตามจุดขายต่างๆ เป็นหลัก แต่ปี 2556 จะเป็นปีที่สินค้าหลายๆ ตัวจะเริ่มต้นการใช้ช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางขายสินค้าเพิ่มมากขึ้น และใช้การตลาดออนไลน์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดยอดขาย ผ่านไปยังกลุ่มเป้าหมายลูกค้าทั่วประเทศ แนวโน้มนี้จะเห็นได้จากสินค้าหลายๆ ตัวที่เริ่มขายในโลกออนไลน์แล้ว เช่น เถ้าแก่น้อย, สินค้าของค่ายแบรนด์ เป็นต้น
คำแนะนำ : ออนไลน์ คือ ช่องทางที่มีศักยภาพเข้าถึงคนจำนวนมาก การสร้างแบรนด์หรือการจดจำอย่างเดียวอาจจะไม่พอ มันสามารถสร้างต่อเนื่องไปถึงการสร้างยอดขายได้ทันที อยากให้ลองครับ
4. คนไทยจะช็อปผ่านมือถือและแทบเล็ตเพิ่มมากขึ้น (Growth of Mobile Commerce)
ปี 2556 จะเป็นปีที่ 3จี แท้ของไทยออกมายลโฉมกันจริงๆ สักที ราคาจะถูกลงด้วย และมือถือและอุปกรณ์พกพาราคาจะถูกลง ฉลาดและเก่งมากขึ้น มือถือในมือคนไทยจะต่ออินเทอร์เน็ต ได้เพิ่มมากขึ้น
คนไทยจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือกันมากขึ้น แน่นอนเมื่อใช้มากขึ้น การซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ ก็จะเพิ่มมากขึ้นอย่างเช่นกัน ทำให้เราก้าวเข้าสู่ ยุคที่ 4 ของอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว (http://www.pawoot.com/thailand-E-Commerce-Generatio)
อย่างตอนนี้ จำนวนคนใช้มือถือและอุปกรณ์พกพาเข้ามาที่ TARAD.com มากถึง 30% ของจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ทั้งหมด และมียอดขายที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางนี้ 11% และเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ เดือน เป็นช่องทางที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
คำแนะนำ : เริ่มสร้างเว็บไซต์ในรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับ มือถือ (Mobile Site) นอกเหนือจากการสร้างเว็บไซต์ อย่าเพิ่งไป สร้างแอพ เพราะจากข้อมูลทั่วโลก พบว่าคนใช้เว็บบนมือถือมากกว่าแอพในการซื้อสินค้า และการเชื่อมโยงจะทำได้ดีกว่า (หากเป็นแอพ คุณต้องกระตุ้นให้คนโหลดแอพอีก แต่หากเป็นหน้าเว็บสำหรับ มือถือมันเข้าได้ทันที)
5. การชำเงินผ่านบัตรเดบิต (บัตรเอทีเอ็ม) จะเติบโตมากขึ้น(Raise of Debit Card Payment)

ปี 2555 เป็นปีที่หลายๆ ธนาคารเริ่มหันมาเปิดให้บัตรเดบิต (Debit Card) หรือบัตรเอทีเอ็ม สามารถใช้ซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้เหมือนบัตรเครดิต ทำให้กลุ่มคนที่ถือบัตรเดบิตที่มีมากกว่า 35 ล้านใบทั่วประเทศ ที่จะเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่นเด็กวัยรุ่น และคนทั่วไป ซึ่งจะมีจำนวนมากกว่าคนที่ถือบัตรเครดิตที่มีเพียง 14 ล้านใบเท่านั้น กลุ่มคนจำนวนมากเหล่านี้จะสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้มากขึ้น


กฎหมายเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทําได้ โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔” มาตรา ๒ ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่ธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ที่ดําเนินการ โดยใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เว้นแต่ธุรกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากําหนดมิให้นําพระราชบัญญัตินี้ ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนมาใช้บังคับ ความในวรรคหนึ่งไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงกฎหมายหรือกฎใดที่กําหนดขึ้นเพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภค พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่ธุรกรรมในการดําเนินงานของรัฐตามที่กําหนดในหมวด ๔ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “ธุรกรรม” หมายความว่า การกระทําใดๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์หรือ ในการดําเนินงานของรัฐตามที่กําหนดในหมวด ๔

“อิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทาง แสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่างๆ เช่นว่านั้น “ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ธุรกรรมที่กระทําขึ้นโดยใช้วิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน “ข้อความ” หมายความว่า เรื่องราวหรือข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบของตัว อักษร ตัวเลข เสียง ภาพ หรือรูปแบบอื่นใดที่สื่อความหมายได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดย ผ่านวิธีการใดๆ “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือ ประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือโทรสาร “ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่น ใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งนํามาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็น เจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคล ดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น “ระบบข้อมูล” หมายความว่า กระบวนการประมวลผลด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สําหรับ สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ “การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การส่งหรือรับข้อความด้วย วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้มาตรฐานที่กําหนดไว้ล่วงหน้า “ผู้ส่งข้อมูล” หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นผู้ส่งหรือสร้างข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก่อนจะมีการ เก็บรักษาข้อมูลเพื่อส่งไปตามวิธีการที่ผู้นั้นกําหนด โดยบุคคลนั้นอาจจะส่งหรือสร้างข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง หรือมีการส่งหรือสร้างข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในนามหรือแทนบุคคลนั้นก็ได้ ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุคคลที่เป็นสื่อกลางสําหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น “ผู้รับข้อมูล” หมายความว่า บุคคลซึ่งผู้ส่งข้อมูลประสงค์จะส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้และ ได้รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุคคลที่เป็นสื่อกลางสําหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น “บุคคลที่เป็นสื่อกลาง” หมายความว่า บุคคลซึ่งกระทําการในนามผู้อื่นในการส่ง รับ หรือ เก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ รวมถึงให้บริการอื่นที่เกี่ยวกับข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์นั้น “ใบรับรอง” หมายความว่า ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือการบันทึกอื่นใด ซึ่งยืนยันความ เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของลายมือชื่อกับข้อมูลสําหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ “เจ้าของลายมือชื่อ” หมายความว่า ผู้ซึ่งถือข้อมูลสําหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นในนามตนเองหรือแทนบุคคลอื่น

“คู่กรณีที่เกี่ยวข้อง” หมายความว่า ผู้ซึ่งอาจกระทําการใดๆ โดยขึ้นอยู่กับใบรับรองหรือ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่าง อื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดย พระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงนิติบุคคล คณะบุคคล หรือบุคคล ซึ่งมีอํานาจหน้าที่ดําเนินงานของรัฐไม่ว่าในการใดๆ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๕ บทบัญญัติมาตรา ๑๓ ถึงมาตรา ๒๔ และบทบัญญัติมาตรา ๒๖ ถึงมาตรา ๓๑ จะตกลงกันเป็นอย่างอื่นก็ได้ มาตรา ๖ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี
จรรยาบรรณของการขายออนไลน์

พนักงานขายสามารถแสดงออกถึงการมีจรรยาบรรณต่อกิจการได้ในกรณี ดังนี้ คือ

1. การปฏิบัติงาน การปฏิบัติงานเต็มเวลาตามที่ได้รับมอบหมาย การไม่หลบหนีงาน ไม่เลือก ปฏิบัติงาน ไม่ใช้เวลาของกิจการในการทำงานส่วนตัว เป็นการสร้างนิสัยที่ดี เพราะจะทำให้กิจการ ได้รับความเสียหาย และโดยไม่รู้ตัว ตัดความก้าวหน้าของตนเอง

2. การรักษาทรัพย์สินของกิจการ พนักงานขายควรบำรุงรักษาทรัพย์สินของกิจการเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดในกิจการ ไม่ควรนำไปใช้ในงานส่วนตัว เช่น การนำเครื่องมือเครื่องใช้ของกิจการไป ใช้ที่บ้าน เช่น รถยนต์ หรือการนำวัสดุสำนักงาน เช่น กระดาษ ปากกา ฯลฯ ของกิจการไปใช้ในเรื่อง ส่วนตัว เพราะย่อมทำให้กิจการต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

3. เบิกค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง พนักงานขายที่ปฏิบัติงานในต่างจังหวัด กิจการจะมีสวัสดิการ เกี่ยวกับการให้เบิกค่าน้ำมันรถ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าอาหาร พนักงานขายควรเบิกตามความเป็นจริง ไม่ควรทำหลักฐานเท็จในการปฏิบัติเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะจะทำให้กิจการต้องได้รับความเสียหาย

4. มีความรับผิดชอบต่อผลการทำงาน ในการทำงานบางครั้ง อาจเกิดความผิดพลาด พนักงานขายจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลการกระทำของตนเอง การกล้าแสดงความรับผิดชอบ ย่อมเป็นการสร้างความเชื่อถือ ไว้วางใจ อันจะเป็นประโยชน์ส่งผลดีแก่พนักงานขายโดยตรง

5. การลาออกต้องแจ้งล่วงหน้า พนักงานขายที่ประสงค์จะลาออก เนื่องจากเหตุผลความจำเป็น ส่วนตัว ต้องการเปลี่ยนบริษัท หรือต้องการเพิ่มรายได้เมื่อมีโอกาส ด้วยเหตุผลใด ก็ตาม พนักงานขายควรแจ้งให้กิจการทราบล่วงหน้าก่อนเสมอ ตามระยะเวลาที่กิจการกำหนด โดยตามปกติควรแจ้งล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ถือเป็นจรรยาบรรณที่สำคัญประการหนึ่ง

พนักงานขายสามารถแสดงออกถึงการมีจรรยาบรรณได้ในกรณี ดังนี้ 1. การเก็บรักษาความลับของลูกค้า เป็นจรรยาบรรณประการแรก ที่พนักงานขายจะต้องไม่ เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญ หรือข้อมูลลับของลูกค้าให้กับคู่แข่งขันของลูกค้าทราบ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือ โดยอ้อม เพราะพนักงานขายมักเป็นผู้ทราบข้อมูลของลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าในเขตที่พนักงานขาย รับผิดชอบ การเปิดเผยของลูกค้ารายหนึ่งให้กับลูกค้าอีกรายหนึ่ง ย่อมมีผลต่อการแข่งขันในเชิงธุรกิจ ของลูกค้า ทำให้ลูกค้าได้รับความเสียหาย 2. การไม่นำพฤติกรรมของลูกค้ามาเป็นเรื่องตลกขบขัน พนักงานขายต้องพบปะกับลูกค้าเป็น จำนวนมาก ลูกค้าอาจจะมีหลายกลุ่มหลายระดับในสังคม มีความรอบรู้ที่แตกต่างกัน ลูกค้าบางคนอาจ มีปัญหาซักถามบางอย่าง หรือไม่ทันยุคสมัย พนักงานขายไม่ควรนำพฤติกรรมเหล่านั้นมาล้อเลียน วิพากษ์วิจารณ์ นินทาลูกค้า เพื่อสร้างบรรยากาศในการสนทนา เพราะจะทำให้ ภาพพจน์และชื่อเสียง ของกิจการจะได้รับความเสียหาย และจะขายสินค้าไม่ได้ 3. การละเว้นการเลือกปฏิบัติกับลูกค้า โดยปกติพนักงานขายมักจะให้ความสนใจกับลูกค้า รายใหญ่ เพราะมีอำนาจในการต่อรองสูง โอกาสในการขายสินค้าและได้ค่าตอบแทนจากการขาย ย่อมมีจำนวนสูง แม้จะไม่ผิดหลักเกณฑ์ แต่ก็ไม่ควรปฏิบัติ จนลูกค้ารายย่อยเกิดความรู้สึกว่า พนักงานขายผู้นั้นให้ความสำคัญกับร้านค้าส่งใหญ่ ๆ มากกว่าร้านของตน เพราะจะทำให้ลูกค้า รายย่อยไม่พอใจและเสียโอกาสในการขาย แล้วยังเป็นจุดอ่อนให้กับคู่แข่งขันรุกรานการขายเข้ามา จนสูญเสียลูกค้าได้ในที่สุด 4. การให้ของขวัญ เช่น เทศกาลปีใหม่ การฉลองครบรอบการดำเนินกิจการ การให้ของขวัญ เป็นการแสดงถึงความขอบคุณ การแสดงความยินดี เป็นการแสดงความระลึกถึง และเป็นการแสดง มิตรภาพที่ดีต่อกัน ต้องดูช่วงเวลาให้เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการให้สินบน 5. การเลี้ยงต้อนรับ พนักงานขายอาจได้รับการเลี้ยงจากลูกค้าเป็นครั้งคราว เนื่องจากลูกค้า มีไมตรีจิตและชวนพนักงานขายไปรับเลี้ยง โดยทั่วไปแล้วธรรมเนียมไทยถือเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรทำตนให้ลูกค้าเป็นฝ่ายเลี้ยงตลอดเวลา พนักงานขายควรเป็นผู้เลี้ยงตอบแทนลูกค้าบ้าง ซึ่งกิจการบางแห่งจะมีค่ารับรองเป็นจำนวนที่กำหนดไว้เพื่อรับรองลูกค้า

องค์การที่เกี่ยวข้องกับการขายของออนไลน์

– กฎหมายทะเบียนพาณิชย์ กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ทั้งบุคคลและนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนพาณิชย์พาณิชยกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ (ที่ว่าการเขต กทม / อบต / เทศบาล / เมืองพัทยา )
– กฏหมายขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้าทางออนไลน์ที่เข้าข่ายการตลาดแบบตรง ต้องจดทะเบียนการประกอบธุรกิจกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก่อนทำการค้า
– กฏหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ห้ามมิให้ปฏิเสธในการมีผลผูกพันและการบังคับใช้กฎหมายของข้อความที่อยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกสิ์
หน่วยงานรับผิดชอบ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
– กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ครอบคลุมถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ผู้ให้บริการ หรือแม้แต่ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
หน่วยงานรับผิดชอบ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
– กฏหมายคุ้มครองข้อมูส่วนบุคคล เป็นกฎหมายที่มีหลักการเพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว อันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง และกำหนดหลักการพื้นฐานในการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกฎ ระเบียบการประกอบธุรกิจทั่วไป
– ประมวลกฎหมายอาญา กำกับดูแลการประกอบการที่มีเจตนาทุจริต ฉ้อโกง หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริง ที่หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม
หน่วยงานรับผิดชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
– กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กำกับดูแลการโฆษณาต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค มีเจตนาก่อให้เกิดการเข้าใจผิด ไม่ว่าข้อความดังกล่าวจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ
หน่วยงานรับผิดชอบ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
– กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา คุ้มครองการละเมิดลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการลอกเลียน การทำซ้ำ เพื่อนำไปขาย เผยแพร่ต่อสาธารณะชน หรือ แจกจ่าย
หน่วยงานรับผิดชอบ กระทรวงพาณิชย์
– กฎหมายกำกับดูแลอาหารและยา กำหนดมาตรฐานอาหาร/ยา การแสดงฉลากและโฆษณา รวมทั้งสถานที่ผลิต นำเข้า จำหน่าย กำกับดูแลให้มีการขึ้นทะเบียน การขออนุญาตโฆษณาอาหาร/ยา ตามที่กำหนด
หน่วยงานรับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุข
– กฎหมายศุลกากร กำกับดูแลการจำหน่าย ซื้อ ซ่อนเร้น รับจำนำหรือรับไว้ซึ่งของที่รู้ว่ายังมิได้เสียค่าภาษีหรือที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังไม่ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง
หน่วยงานรับผิดชอบ กระทรวงการคลัง
– กฎหมายภาษีอากร ผู้มีเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีประจำปี
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ บุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ต้องนำเงินได้พึงประเมินตลอดปีภาษี มาคำนวณภาษี เพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี
ภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ต้องนำกำไรสุทธิของกิจการมาคำนวณภาษี เพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพในประเทศไทย หรือผู้นำเข้าสินค้า โดยมีรายรับเกินกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี จะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
หน่วยงานรับผิดชอบ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ยังมีกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับประเภทธุรกิจที่ขาย/บริการโดยเฉพาะที่ต้องศึกษา ทำความเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้องเช่นเดียวกับการประกอบธุรกิจช่องทางปกติ

ที่มา http://siriwan40.blogspot.com/

ในยุคที่เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงในเกือบทุกพื้นที่ และการซื้อ-ขาย ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่หน้าร้านตามห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป โลกโซเชียลไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ในการบอกเล่าข่าวสารแต่ยังเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการทำธุรกิจออนไลน์ได้อีกด้วย ปัจจุบันการขายของออนไลน์เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความประหยัด ไม่ต้องเสียเงินในการเช่าหน้าร้านของผู้ประกอบการ ความประหยัดในการเดินทางของลูกค้า และความสะดวกที่แค่คลิกก็ได้ของที่ถูกใจส่งตรงถึงที่หมาย หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยาก ขายของออนไลน์ บ้าง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี?  เรามีทริคง่ายๆ สำหรับมือใหม่ ที่อยากกระโดดเข้าสู่ตลาดออนไลน์มาฝากกันค่ะ

1. สร้างความประทับใจแรกให้เป็นของเรา

8 วิธี ขายของออนไลน์ ยังไงให้ปัง! 14 - ecommerce
Cr: https://dribbble.com/

ความประทับใจแรกเริ่มได้จากการออกแบบหน้าเว็บให้มีความสวยงาม แสดงรูปภาพสินค้าให้มีความน่าสนใจ บอกรายละเอียดของสินค้าด้วยคำบรรยายที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณจริงใจกับเขานะ ไม่ได้มาหลอกให้เสียเงินฟรี หรือแม้แต่คำจำกัดความร้านค้าของคุณเอง ควรเลือกใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา และเพื่อให้ลูกค้าสะดวกมากยิ่งขึ้นในการค้นหาสินค้า ควรกำหนดรูปแบบการใช้งานให้เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน หรือมีหลายขั้นตอนมากนัก

2. ทำตามกฏ

8 วิธี ขายของออนไลน์ ยังไงให้ปัง! 15 - ecommerce
Cr: https://shopee.co.th/

หากคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์เอง ก็ไม่ต้องกังวลอะไร แต่ถ้าคุณเลือกใช้บริการฝากร้านไว้กับเว็บไซต์ออนไลน์ที่เปิดให้บริการแล้วละก็ คุณก็ควรต้องทำตามกฏ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกปิดบัญชี หรือโดนลงโทษ ดังนั้นทางที่ดีอย่าริอาจหัวหมอ และควรทำตามกฏเกณฑ์ที่เว็บไซต์นั้นๆ ตั้งไว้

 

3. อยู่แถวหน้าให้ได้

8 วิธี ขายของออนไลน์ ยังไงให้ปัง! 16 - ecommerce

ในการค้นหาสินค้า ก็คล้ายๆ กับเวลาเราค้นหาในกูเกิ้ล เพราะฉะนั้นหากชื่อแบรนด์ของเราขึ้นมาเป็นอันดับแรกในการค้นหา นั่นถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง ซึ่งเทคนิคอยู่ที่การตั้งชื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง  อาจชูจุดเด่นที่ราคาถูก หรือสินค้าที่ไม่มีใครเหมือน หมั่นสร้างตัวตนตามเว็บไซต์ เว็บบอร์ด หรือบล็อกต่างๆ  อยู่เสมอเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารู้จักเรามากยิ่งขึ้น

 

4. สั้น กระชับ ชัดเจน

8 วิธี ขายของออนไลน์ ยังไงให้ปัง! 17 - ecommerce
Cr: https://www.instagram.com/p/BWcNfSulKjH/?taken-by=amity_clothess

ในการโพสต์ข้อความขายสินค้า ไม่ควรใส่เนื้อหาที่มากเกินไป แต่ควรเลือกโพสในสิ่งที่จำเป็นต่อลูกค้า เช่น ชื่อสินค้า, คำบรรยายสั้นๆ, รหัสสินค้า, ราคา และเบอร์ที่สามารถติดต่อได้  เพื่อให้ลูกค้าทราบรายละเอียดของสินค้าในเบื้องต้น และหากเขามีความสนใจ เขาจะอยากที่จะทราบรายละเอียดเพิ่มเติมกับเราเอง

 5. ตอบกลับอย่างรวดเร็ว

8 วิธี ขายของออนไลน์ ยังไงให้ปัง! 18 - ecommerce

ไม่ว่าจะด้วยคำถามใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ลูกค้า และเว็บต้นขั้วอยากเห็นจากเรานั่นคือ “การตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง”  แล้วถ้าเราสามารถทำให้เร็วกว่านั้นล่ะ คิดดูว่าลูกค้าจะพึงพอใจเราขนาดไหน ซึ่งในปัจจุบันหลายเว็บ พัฒนาช่องทางการสื่อสาร โดยเปิดหน้าต่างแชทให้เราได้พูดคุยกับลูกค้าได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เราใส่ข้อมูลที่จำเป็น อย่าง ไลน์ ได้อีกด้วย 

6. ให้ความสำคัญกับหีบห่อ

8 วิธี ขายของออนไลน์ ยังไงให้ปัง! 19 - ecommerce

สมัยนี้บ้านเราพัฒนาการส่งไปไหนต่อไหน เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่โทษระบบการขนส่ง แต่จงทำหีบห่อให้น่าสนใจ  อย่าลืมว่า First Impression เป็นเรื่องที่จำเป็นเสมอ ใครจะไปรู้ แค่กล่องน่ารักๆ อาจถูกใจลูกค้าจนอยากกลับมาซื้ออีกก็ได้ และจงอย่าขี้เหนียวกับเรื่องกันกระแทก หรือวัสดุที่จะช่วยให้สินค้าภายในปลอดภัยจากการโยน หรือกดทับ และที่สำคัญอย่าลืมใส่ใจเรื่องชื่อให้ชัดเจนทั้งผู้ส่งและผู้รับ

7. สร้างความน่าเชื่อถือ

8 วิธี ขายของออนไลน์ ยังไงให้ปัง! 20 - ecommerce

ตรวจสอบเว็บที่เราใช้บริการในการเปิดร้านว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างไร ระบบการชำระเงินมีความปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงควรสร้างนโยบายรับประกันสินค้าเพื่อที่จะการันตีให้ลูกค้าได้ว่า สินค้าที่เขาซื้อนั้นมีคุณภาพสมกับราคา และมั่นใจว่าจะส่งถึงมือเขาอย่างแน่นอน

 

8. อัพเดตความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

8 วิธี ขายของออนไลน์ ยังไงให้ปัง! 21 - ecommerce

แม้จะไม่มีสินค้าคอลเล็คชั่นใหม่ออกวางตลาด แต่การอัพเดตทำให้ลูกค้ารู้ว่าเรายังเปิดการขายอยู่เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้ลูกค้าทราบว่าเรายังไม่เลิกกิจการ ยังแสดงออกถึงความใส่ใจในการให้บริการทั้งหลังการขาย และก่อนการขาย ซึ่งทำได้โดยสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสินค้า การให้ความรู้ หรือการรีวิวต่างๆ เป็นต้น

สำหรับมือใหม่ที่ต้องการขายของออนไลน์ การซื้อ Host หรือ Domain  เป็นของตัวเองอาจะเป็นเรื่องที่ใหญ่โต และใช้เงินมากเกินไปในการเริ่มทำธุรกิจ การเลือกใช้เว็บฟรีในการสร้างร้านค้า ถือเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มากที่สุด ส่วนผู้ที่มีร้านค้าอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยทำการตลาด Online ขอแนะนำว่าลองปรึกษาหรือให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะช่วยทำจะดีกว่า โดยสามารถหาที่ปรึกษาและนักการตลาดออนไลน์ได้จาก Fastwork.co เว็บรวมฟรีแลนซ์คุณภาพ ที่ตอบโจทย์ธุรกิจออนไลน์ได้อย่างครบครัน ทั้งงานดีไซน์โลโก้ร้านค้า รูปแบนเนอร์โฆษณา  ปรับแต่งรูปเพื่อค้าขายออนไลน์ จนกระทั่งบริการดูแลเพจหรือเว็บไซต์ ก็สามารถหาผู้เชี่ยวชาญจากที่นี่ได้เช่นกัน

 

ขั้นตอนการขายของออนไลน์ ให้รวยเร็วกว่าคู่แข่ง

 

ขาย ของ ออนไลน์ เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เนื่องจากไม่ต้องใช้การลงทุนที่มากมายเท่ากับการทำธุรกิจประเภทอื่น เพราะการขาย ของ ออนไลน์ นั้นไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ไม่จำเป็นต้องมีโกดังสำหรับจัดเก็บสินค้า ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานขาย ฯลฯ ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้นั่นเอง

เอาล่ะค่ะ มาถึงตรงนี้สำหรับผู้ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มต้นทำธุรกิจขาย ของ ออนไลน์ คงอยากทราบแล้วใช่มั้ยคะว่า จะต้องทำอะไรบ้างถึงจะสามารถทำให้สินค้าขายได้และขายดี รวมไปถึงการเตรียมตัวก่อนเปิดร้าน อะไรที่คุณจะต้องมีหรือทำก่อนหลัง บทความนี้เราจะมาดูกันว่า 9 ขั้นตอน ขาย ของ ออนไลน์ เริ่มต้นอย่างไรให้ยอดขายปัง! นั้นมีอะไรบ้าง

1. กำหนดแผนธุรกิจของคุณ

คุณไม่สามารถมุ่งไปสู่การขายสินค้าออนไลน์ได้จนกว่าคุณจะมีการจัดทำแผนธุรกิจ ที่จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าการดำเนินงานในอนาคตของคุณจะเป็นไปอย่างมีแบบแผนตรงตามเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพมากพอในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่อาจจะพบเจอได้ในอนาคตระหว่างการดำเนินธุรกิจอยู่

การกำหนดแผนธุรกิจมีความสำคัญ และเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจโดยตรงไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของเงินทุน ราคาของสินค้า กลยุทธ์ที่จะใช้ในการดำเนินธุรกิจ แผนการตลาด

2. คิดให้แตกต่าง

ในการขายสินค้าออนไลน์สิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้คือคู่แข่งขันที่จะมีรูปแบบของสินค้าคล้าย ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำให้ได้คือการคิดให้แตกต่างเพื่อสร้างจุดยืนที่โดดเด่นที่จะทำให้ลูกค้าสนใจในตัวสินค้าของคุณ การคิดให้แตกต่างสิ่งแรกที่คุณควรทำคือสำรวจคู่แข่งขันของคุณว่าพวกเขากำลังทำอะไร เพื่อหาจุดบกพร่องที่สามารถนำมาสร้างความแตกต่างได้ในอนาคต

3. เลือกสินค้าที่จะขาย

อย่างแรกเลยว่าที่เจ้าของกิจการออนไลน์คนใหม่ต้องทำก็คือ การเลือกของหรือสินค้าที่จะมาขาย เพราะถ้าคุณยังคิดไม่ออกว่าจะขายสินค้าอะไรดี ร้านค้าออนไลน์ที่คุณฝันเอาไว้ก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องเลือกสินค้าที่จะนำมาขายก่อนเลย แต่ถ้ายังคิดไม่ออกว่าจะขายอะไร ก็ขอแนะนำให้เลือกสินค้าที่คุณมีความรู้ มีความสนใจจะดีกว่า เพราะหากลูกค้าเกิดมีข้อสงสัยในสินค้าชนิดนั้นๆ คุณก็จะสามารถตอบคำถามได้อย่างกระจ่างนั่นเอง

4. ทดสอบเสียงตอบรับของสินค้า

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจว่าจะลงทุนลงแรงกับสินค้าประเภทใด การทดสอบเสียงตอบรับบนร้านค้าออนไลน์อย่าง eBay shopee หรือ Lazada เพื่อตรวจสอบเสียงตอบรับจากกลุ่มลูกค้าออนไลน์เหล้านี้ดู ว่าสินค้าของคุณน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน หลังจากซื้อไปแล้วพึงพอใจหรือไม่ หากออกมาไม่ดีคุณก็สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ทันที วิธีนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีการทดสอบน่านน้ำ ก่อนออกรบก็ว่าได้

5. เลือกชื่อโดเมน

เมื่อมีแผนงาน และสินค้าที่เหมาะสมในการทำธุรกิจออนไลน์ของคุณแล้ว ต่อมาหากคุณต้องการเปิดเว็บไซต์เพื่อขายสินค้า หรือประชาสัมพันธ์ ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการเลือกชื่อ หรือตั้งชื่อโดเมนที่จะทำให้ผู้ค้นหาพบเจอกับเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายๆ ชื่อโดเมนนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นชื่อของสินค้า อาจเป็นชื่อของแบรนด์ก็ได้

6. เลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

เมื่อเลือกได้แล้วว่าจะขายสินค้าที่ไหน ต่อไปก็มาดูเรื่องของทำเลที่ตั้งร้านกันบ้าง เพราะทำเลที่ตั้งร้านก็มีผลต่อยอดขายได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการขายสินค้าประเภทแฟชั่น แต่เลือกทำเลเป็นตลาดสด อันนี้ก็ไม่น่าจะเหมาะ เพราะคนซื้อและตัวสินค้าน่าจะเป็นคนละทาร์เก็ตกัน ซึ่งการขายสินค้าออนไลน์ก็เช่นเดียวกัน หากคุณยังไม่มีเว็บไซต์ร้านเป็นของตัวเอง การนำสินค้าไปฝากขายตามเว็บขายสินค้าใหญ่ๆ อย่างเช่น ebay, amazon ฯลฯ ก็ควรจะเลือกหมวดสินค้าของตัวเองให้ถูกต้องด้วย

7. การเลือกคำโฆษณาประชาสัมพันธ์

ณ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าสินค้าที่จะขายคืออะไร และเลือกที่ตั้งร้านได้แล้ว ต่อไปก็มาถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์บ้าง เพราะหากเรามีการโฆษณาที่ดี ก็จะช่วยทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักจากคนภายนอกมากขึ้น และสามารถขายสินค้าได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ เพราะฉะนั้นการเขียนคำโฆษณาประชาสัมพันธ์จึงเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักที่สำคัญ ซึ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ จะเขียนอย่างไรให้ออกมาน่าสนใจและสะดุดตาคนอ่านมากที่สุด รวมถึงประโยชน์ของสินค้านั้นๆ ให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว้าว แต่ต้องไม่เกินจริงจนดูไม่น่าเชื่อถือ

8. การเลือกวิธีชำระเงิน

แม้ว่าข้อนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนของการขาย เพราะถือว่าการขายได้เสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ขั้นตอนนี้กลับมีความสำคัญที่คุณจะละเลยเสียไม่ได้ ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้วร้านค้าออนไลน์ทั่วไปในประเทศไทย จะใช้วิธีการโอนเงิน แล้วให้ลูกค้าส่งสลิปเพื่อยืนยันการโอนมายังไลน์ อีเมล หรือในเฟสบุ๊ค เพราะระบบการชำระเงินออนไลน์ที่ยังไม่ครอบคลุมมากนัก แต่การโอนเงินก็เป็นวิธีที่หลายคนมองว่าค่อนข้างช้า และยังเสียเวลาเดินทางไปที่แบงก์อีก เพราะหากโอนต่างสาขาก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมโดยไม่จำเป็น ในกรณีที่ไม่ได้มีบัญชีธนาคารเดียวกับร้านค้า ทำให้บางร้านเลือกที่จะใช้การจ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือผ่าน Paypal ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางแก้ปัญหาที่ดี เพราะทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการชำระเงินเพิ่มมากขึ้น และสะดวกมากขึ้น

9. การเลือกวิธีส่งสินค้า

ขั้นตอนสุดท้ายของการขายออนไลน์ ก็คือการเลือกวิธีการส่งสินค้าอย่างไรให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำ ซึ่งหากคุณไม่อยากยุ่งยากวุ่นวายในการจัดการ ก็สามารถเลือกใช้วิธี Dropship ได้ แต่ถ้าอยากจัดการด้วยตัวเอง ก็อาจจะต้องมาเลือกว่าจะใช้บริการของเจ้าไหนดี ซึ่งปัจจุบันนอกจากการส่งผ่านไปรษณีย์ไทยแล้ว ก็มีอีกหลากหลายบริษัทให้เลือกใช้ ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของทั้งตัวคุณและลูกค้าเอง ว่าจะชอบหรือสะดวกแบบไหน

และนี่ก็เป็น 9 ขั้นตอนการขายของออนไลน์ ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเร็วกว่าคู่แข่งที่คุณได้พบเจอ หากมีวิธีการใดถูกใจ ก็สามารถนำไปใช้หรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับธุรกิจของคุณได้เลย